การโอนอสังหาให้ทายาทในรูปแบบมรดก คือการที่เจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ได้มีการโอนทรัพย์สินทั้งหมดต่อให้ทายาทหรือก็คือลูกและหลานไปตามลำดับขั้น หรือตามแบบที่เจ้าของมรดกได้จัดการเอาไว้ ซึ่งลายลักษณ์อักษรที่อยู่บนพินัยกรรมนั้น ซึ่งเมื่อถึงเวลาที่ผู้มีชื่ออยู่ในพินัยกรรมต้องได้รับอสังหาริมทรัพย์หรือที่ดิน ก็ต้องมีการโอนจากการนำเอาเอกสาร หลักฐานและตัวพินัยกรรมไปที่สำนักงานที่ดิน แล้วทำการโอนอสังหา มรดกเมื่อมีการยื่นเอกสารจนครบ และทางเจ้าพนักงานมีการตรวจสอบจนเสร็จสมบูรณ์ โดยที่ตัวเอกสารการโอนจะมีดังนี้

1.โฉนดที่ดินตัวจริง

2.บัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้าน พร้อมสำเนาอย่างละ 1 ชุด

3.ใบมรณบัตร

4.พินัยกรรม

5.หลักฐานการรับรองบุตรในกรณีไม่ได้จดทะเบียนสมรส

6.หลักฐานการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรม ในกรณีที่เป็นบุตรบุญธรรม

7.คำพิพากษาอันถึงที่สุด ในกรณีที่มีข้อพิพาทกับญาติพี่น้อง

เอกสารโอนอสังหาให้ลูกหรือทายาทนี้ จะเป็นเอกสารพร้อมยื่นที่สำนักงานที่ดิน เมื่อเอกสารครบเรียบร้อยก็จะทำการยื่นต่อไปที่เจ้าหน้าที่แล้วจากนั้นก็เพียงรอการเรียกเพื่อตรวจสอบต่อไป นอกจานี้ผู้ที่เป็นทายาทรับมรดกตามพินัยกรรมต้องนำเอาหลักฐานโฉนด น.ส. 3 หรือ ส.ค.1 ติดมาด้วย เมื่อเจ้าหน้าที่ทำการตรวจสอบเรียบร้อยแล้วก็จะมีการทำหนังสือเพื่อปิดประกาศ 60 วัน ที่สำนักงานที่ดิน และถ้าผู้รับโอนอสังหาที่เป็นมรดกนี้มีอายุไม่ถึงตามที่พินัยกรรมกำหนด ทางศาลก็จะถูกร้องขอให้จัดตั้งผู้จัดการมรดกขึ้นมา เพื่อดูแลและป้องกันไม่ให้เกิดเป็นข้อพิพาทแย่งมรดกกัน และเมื่อทายาทถึงกำหนดที่รับได้ก็จะมีการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและทรัพย์สินตามที่พินัยกรรมระบุให้แก่ทายาท ส่วนในเรื่องของค่าธรรมเนียมการการโอน จะอยู่ที่ประมาณ 100 บาท

ส่วนการทำขั้นตอนการโอนอสังหาซื้อขายจะง่ายกว่าการโอนจากพินัยกรรม เพราะเพียงแค่นัดผู้ซื้อแลผู้ขายมาที่สำนักงานที่ดิน พร้อมเอกสารการโอนอสังหา ผู้ซื้อที่คล้ายคลึงกับเอกสารแบบพินัยกรรม เพียงแต่ไม่ต้องใช้ใบมรณบัตรและตัวพินัยกรรม แต่ต้องเพิ่มเติมหนังสือมอบอำนาจในกรณีที่เจ้าของที่ดินไม่สามารถมาเองได้และหนังสือยินยอมการขายที่ดิน (ทด.21) และเอกสารของคู่สมรสในกรณีที่จดทะเบียนสมรส โดยใช้เป็นสำเนาทั้งหมดและมีการเซ็นสำเนาถูกต้องมาด้วย และยังมีการโอนในรูปแบบของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทต่าง ๆ  ที่มีการยื่นเอกสารที่มากกว่าแบบบุคคลทั่วไปอย่างมาก เพราะต้องใช้เอกสารที่เกี่ยวข้องกับบริษัททั้งหมด และถ้าบริษัทเป็นมหาชนก็ต้องมีการยื่นชื่อผู้ถือหุ้น และรายงานการประชุมนิติบุคคล พร้อมทั้งเอกสารการขอจดทะเบียนและขออนุญาตในการเปิดบริษัทอย่างถูกต้อง

Facebook Comments